ตอนที่ 240

บทที่สองร้อยสี่สิบ การประชุมของเซียนทองคำ

บทที่สองร้อยสี่สิบ การประชุมของเซียนทองคำ วันหนึ่งในอีกหลายปีให้หลัง ณ แห่งหนหนึ่งในวิถีมังกรจู๋หลง ภายในโถงใหญ่โอ่อ่าตระการตา ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาหมื่นจ้างที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอก โถงแห่งนั้นสูงตระหง่าน ภายในกว้างขวางโล่งโจ้ง มีเสาขนาดใหญ่แปดต้นตั้งตระหง่านค้ำจุนเพดานโค้ง แต่ละต้นสลักเสลาเป็นรูปมังกรยักษ์นูนต่ำในท่วงท่าต่างๆ กัน บ้างเงยหน้าคำรามสู่ฟ้า บ้างทะยานเมฆาเหินเวหา บ้างจ้องเขม็งเข้าห้ำหั่น รูปสลักนูนต่ำแต่ละชิ้นล้วนสมจริงราวมีชีวิต ราวกับเพียงแค่แตะต้องเบาๆ ก็จะพลันฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ในทันที เหนือโถงใหญ่มีป้ายไม้ขนาดมหึมาแขวนอยู่ เบื้องบนสลักอักษรสามตัวว่า ‘ตำหนักเทพมังกร’ ใต้ป้ายไม้นั้น ปรากฏรูปปั้นขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ เป็นรูปมังกรยักษ์กำลังเงยหน้าคำรามสู่ฟ้าเช่นกัน หากกล่าวว่ารูปสลักนูนต่ำมังกรยักษ์บนเสาทั้งแปดนั้นฝีมือประณีตบรรจงและสมจริงราวมีชีวิต รูปสลักมังกรยักษ์ชิ้นนี้กลับหยาบกระด้างกว่ามาก ดูทื่อมะลื่อไร้ฝีมือ ถึงขั้นที่เกล็ดจำนวนมากบนกายยังมิได้สลักเสลาออกมา ราวกับเป็นผลงานของคนนอกที่เพิ่งหัดวิชาแกะสลัก ทว่าแม้รูปปั้นนี้จะหยาบกระด้าง แต่กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายเทพเจ้าที่ยากจะพรรณนา ในดวงตามังกรที่พร่าเลือนนั้นคล้ายมีนัยน์ตาอีกคู่ซ่อนอยู่ ลอบมองเหล่ามดปลวกในโลกหล้าจากเบื้องสูง ราวกับเทพมังกรผู้สูงส่ง รูปปั้นมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ภายในโถงใหญ่ ทอดเงาทะมึนลงมาเป็นบริเวณกว้าง ชวนให้ผู้คนมองแล้วบังเกิดความเกรงขาม แท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่เบื้องหน้ารูปปั้น เบื้องบนเต็มไปด้วยธูปเทียนและผลไม้เครื่องเซ่นไหว้ ควันธูปคละคลุ้งลอยขึ้นช้าๆ ยามนี้ มีสามร่างยืนอยู่เหนือโถงใหญ่ บุรุษผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ตรงกลาง เป็นชายวัยกลางคน สวมอาภรณ์สีม่วง ใบหน้าธรรมดา คิ้วเรียว ใบหน้าเหลี่ยมผืนผ้า ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอำนาจโดยมิต้องแสดงความโกรธเกรี้ยว เขาคือโอวหยางขุยซานนั่นเอง อีกผู้หนึ่งเป็นสตรีวัยเยาว์ในชุดคลุมสีขาว รูปโฉมงดงามล่มเมือง เย้ายวนชวนหลงใหล นางคืออาจารย์ของไป๋ซู่หยวน ประมุขเมฆา ส่วนอีกผู้หนึ่ง สวมอาภรณ์สีทอง รูปร่างเตี้ยอ้วน เขาคือรองประมุขสยงซาน ยืนอยู่ห่างออกไปราวหนึ่งจ้างด้วยสีหน้าเคารพนอบน้อม ทั้งสามมิได้เอ่ยสิ่งใด ราวกับกำลังรอคอยบางอย่าง ชั่วครู่ให้หลัง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น สามร่างก้าวเข้ามาภายใน ผู้ที่เดินนำหน้าคือชายชราผมสีเทาจมูกแดง หากหานลี่อยู่ที่นี่ ย่อมต้องประหลาดใจที่พบว่าผู้นี้มิใช่ใครอื่น แต่เป็นเฒ่าหูเหยียนนั่นเอง ข้างกายชายชราคือสตรีในชุดกระโปรงสีดำ ใบหน้าของนางถูกผ้าไหมสีดำบดบังไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาอันเย็นชาคู่หนึ่ง มิอาจมองเห็นรูปโฉม ทว่าจากดวงตาและรูปร่างแล้ว นางดูค่อนข้างเยาว์วัย แต่เล็บมือของนางกลับเป็นสีม่วงเข้มประหลาด มีแสงเรืองรองจางๆ ลอยอยู่บนพื้นผิว อีกผู้หนึ่งเป็นบุรุษในชุดดำ ดูเยาว์วัยยิ่งนัก อายุเพียงยี่สิบกว่าปี รูปโฉมหล่อเหลา ผมสีทองยาวสยาย ใบหน้าก็มีสีทองอ่อนๆ ด้านหลังสะพายกงล้อสีทองไว้ “สหายหูเหยียน สหายฉิน สหายหยวน พวกท่านมาแล้ว ในที่สุดก็ครบห้าคนเสียที” โอวหยางขุยซานเผยรอยยิ้มพลางเดินเข้าไปต้อนรับ สตรีวัยเยาว์ในชุดขาวก็เผยรอยยิ้มจางๆ ตั้งแต่ทั้งสามปรากฏตัว นางก็มิได้ชายตามองอีกสองคน ดวงตาคู่งามจับจ้องอยู่ที่เฒ่าหูเหยียนตลอดเวลา ในแววตาคล้ายมีร่องรอยความขุ่นเคืองที่ยากจะสังเกตเห็นวูบผ่าน “สยงซานคารวะท่านประมุขทั้งสาม” สยงซานแสดงความเคารพยิ่งขึ้นไปอีก พลางโค้งคำนับให้ทั้งสาม ทั้งสามที่เพิ่งเข้ามามิได้สนใจสยงซาน พวกเขาโค้งคำนับรูปปั้นมังกรยักษ์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเสียก่อน จากนั้นจึงหันไปมองโอวหยางขุยซานและอีกสองคน เฒ่าหูเหยียนคล้ายจะรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยเมื่อถูกสตรีวัยเยาว์ในชุดขาวจ้องมองตรงๆ เขาจึงมองตรงไปยังโอวหยางขุยซานโดยไม่ชายตาไปทางอื่น แล้วกล่าวว่า “สหายโอวหยาง ในเมื่อตอนนี้สำนักอยู่ภายใต้การดูแลของท่าน เรื่องภายในสำนักท่านก็จัดการไปตามที่เห็นสมควรเถิด มีเรื่องอันใดกัน ถึงกับต้องเรียกประชุมประมุขเช่นนี้?” สตรีในชุดกระโปรงสีดำและชายหนุ่มผมทองมิได้เอ่ยสิ่งใด ราวกับกำลังรอคำตอบจากโอวหยางขุยซาน “ที่รบกวนการบำเพ็ญเพียรของท่านทั้งสาม เป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับ เมื่อไม่กี่วันก่อน การประเมินศิษย์หลักที่จัดขึ้นในเทือกเขาน้ำแข็งทมิฬได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เรื่องนี้จะเล็กก็เล็ก จะใหญ่ก็ใหญ่ จึงจำเป็นต้องหารือกับทุกท่านสักหน่อย” โอวหยางขุยซานกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมอย่างช้าๆ เฒ่าหูเหยียนทราบเรื่องนี้มานานแล้ว จึงมิได้แสดงสีหน้าประหลาดใจอันใด สองคนที่อยู่ด้านหลังเขา ชายหนุ่มผมทองส่งเสียงฮึมฮำเบาๆ คล้ายจะทราบเรื่องอยู่แล้ว ส่วนสตรีในชุดกระโปรงสีดำดูเหมือนเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็เพียงแค่เผยสีหน้าสงสัยเล็กน้อย โอวหยางขุยซานหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเทือกเขาน้ำแข็งทมิฬอย่างละเอียดอีกครั้ง “...โชคดีที่ผู้อาวุโสทั้งสองที่ดูแลการทดสอบได้ลงมืออย่างทันท่วงที ทำลายร่างเนื้อของคนชั่วผู้นั้นลงได้ มีเพียงทารกวิญญาณที่หลบหนีไปได้ ศิษย์ที่เข้ารับการทดสอบก็ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต จึงมิได้มีเรื่องร้ายแรงอันใด” โอวหยางขุยซานกล่าวเช่นนั้น “มิได้มีเรื่องร้ายแรงอันใดงั้นหรือ? ก่อนที่ข้าจะมา ข้าได้ยินมาว่ามีศิษย์สี่คนถูกทำลายร่างเนื้อ ศิษย์ทั้งสี่ล้วนเป็นยอดฝีมือของศิษย์ในสำนัก มีพรสวรรค์สูงส่งมาแต่เดิม การที่ร่างเนื้อถูกทำลายในครั้งนี้ แม้จะสามารถหาร่างใหม่เพื่อยึดครองได้ แต่ศักยภาพก็จะลดลงอย่างมาก ผู้อาวุโสทั้งสองนี้ดูแลไม่ดี สมควรได้รับการลงโทษอย่างหนัก!” เสียงของชายหนุ่มผมทองดังขึ้น กล่าวอย่างเย็นชา ประมุขทั้งสิบสามแห่งวิถีมังกรจู๋หลง เนื่องจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน จึงแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายพื้นเมืองและฝ่ายผู้บำเพ็ญเพียรไร้สังกัด ชายหนุ่มผมทองผู้นี้คือประมุขแห่งฝ่ายพื้นเมืองพอดี ศิษย์ในสำนักสี่คนที่สูญเสียร่างเนื้อในการทดสอบครั้งนี้ ล้วนเป็นศิษย์พื้นเมืองทั้งสิ้น ส่วนศิษย์ผู้บำเพ็ญเพียรไร้สังกัดกลับไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บเลย ผู้ใหญ่ของศิษย์ทั้งสี่ต่างโกรธเกรี้ยวเมื่อทราบเรื่องนี้ พวกเขาเชื่อว่าผู้อาวุโสผู้คุ้มกันทั้งสองลำเอียงเข้าข้างศิษย์ผู้บำเพ็ญเพียรไร้สังกัดเหล่านั้น แม้โอวหยางขุยซานจะมิได้เรียกประชุม ชายหนุ่มผมทองก็ตั้งใจจะออกมาสอบสวนเอาผิดอยู่แล้ว “สหายหยวน คำพูดของท่านผิดแล้ว ข้าได้ตรวจสอบเรื่องราวทั้งหมดจนกระจ่างแจ้งแล้ว ความผิดมิได้อยู่ที่ผู้อาวุโสทั้งสองนั้น ศัตรูภายนอกที่เป็นเซียนเที่ยงแท้นั้นเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก ทั้งยังมีพลังแข็งแกร่ง อีกทั้งยังวางค่ายกลลวงตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า การที่ผู้อาวุโสทั้งสองสามารถสังหารศัตรูภายนอกได้พร้อมกับปกป้องศิษย์ที่เข้ารับการทดสอบไว้ได้ ก็ถือว่ามิใช่เรื่องง่ายแล้ว ข้ากลับเห็นว่าควรจะให้รางวัลแก่พวกเขาเสียด้วยซ้ำ” ประมุขเมฆาหันไปมองชายหนุ่มผมทอง พลางจัดปอยผมที่ขมับ แล้วโต้แย้ง ประมุขเมฆานั้นมีพื้นเพเป็นผู้บำเพ็ญเพียรไร้สังกัด โอวหยางขุยซานที่อยู่ข้างกายก็เช่นกัน “สหายเมฆา เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนั้น? ในเมื่อพวกเขารับภารกิจคุ้มกันแล้ว ก็ควรต้องรับผิดชอบต่อสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด บัดนี้ศิษย์สี่คนถูกทำลายร่างเนื้อไปแล้ว นี่มิใช่ความบกพร่องในการคุ้มกันของพวกเขาหรอกหรือ!” ชายหนุ่มผมทองกล่าวอย่างชอบธรรม “สหายหยวน ครั้งนี้ท่านเพียงแค่พูดตามเนื้อผ้า หรือมีเจตนาแอบแฝง ต้องการอาศัยโอกาสนี้กดดันผู้อื่น ท่านย่อมรู้แก่ใจดี” ประมุขเมฆาแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาแล้วกล่าว “เจ้าว่าอะไรนะ!” ชายหนุ่มผมทองเผยสีหน้าโกรธเกรี้ยว กำลังจะเอ่ยปาก “พอแล้วหยวน อย่าทะเลาะกันเลย ในเมื่อตอนนี้สหายโอวหยางเป็นผู้ดูแลสำนักแล้ว การจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ย่อมเป็นเขาที่จะตัดสินใจเอง ข้าเชื่อว่าสหายโอวหยางจะทำให้ทุกคนยอมรับได้” เฒ่าหูเหยียนจ้องชายหนุ่มผมทองเขม็ง จากนั้นก็มองโอวหยางขุยซานอย่างลึกซึ้งแล้วกล่าว “แน่นอนอยู่แล้ว สหายหูเหยียนวางใจได้” โอวหยางขุยซานกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ชายหนุ่มผมทองมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก สตรีวัยเยาว์ในชุดขาวแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา แล้วก็มิได้เอ่ยปากอีก “นี่คือข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับเซียนเที่ยงแท้ผู้นั้นที่ข้ารวบรวมมา หลังจากสอบถามผู้อาวุโสผู้คุ้มกันทั้งสองและศิษย์ที่เข้ารับการทดสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว หากกล่าวถึงความรู้ความเข้าใจแล้ว ท่านทั้งสามล้วนอยู่เหนือข้า การเชิญท่านทั้งสามมาที่นี่ ก็เพื่อต้องการปรึกษาหารือร่วมกัน ดูว่าพอจะยืนยันตัวตนของผู้นี้ได้หรือไม่” โอวหยางขุยซานกล่าวพลางหยิบแผ่นหยกสามชิ้นออกมาส่งให้ ทั้งสามรับแผ่นหยกไป แล้วปล่อยจิตสัมผัสออกสำรวจ “รองประมุขสยงซานก็เป็นผู้ที่รอบรู้เช่นกัน มาร่วมปรึกษาหารือกันเถิด” โอวหยางขุยซานเหลือบมองสยงซานที่อยู่ข้างกาย แล้วหยิบแผ่นหยกอีกชิ้นออกมาส่งให้ สยงซานโค้งคำนับกล่าวขอบคุณ รับแผ่นหยกมา แล้วปล่อยจิตสัมผัสเข้าไปสำรวจเช่นกัน ส่วนต้นสุดของแผ่นหยกเป็นภาพบันทึกเหตุการณ์ เริ่มตั้งแต่ชายชราผอมแห้งและไป๋ซู่หยวนกับคนอื่นๆ สนทนากัน ไปจนถึงตอนที่หานลี่เอาชนะผู้นั้นได้ และอีกฝ่ายก็หนีเตลิดไป เมื่อได้ยินชายชราผอมแห้งเอ่ยถึงไป๋เฟิ่งอี้ สีหน้าของสยงซานก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ถัดจากภาพบันทึกเป็นข้อมูลตัวอักษรและภาพลวงตา ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งของบนกายของชายชราผอมแห้ง “ภาพบันทึกนี้ผู้ใดเป็นคนบันทึกไว้ ช่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งนัก การที่สามารถมีสติเช่นนี้ได้ในระหว่างการต่อสู้อันดุเดือด ยิ่งนับว่าหายากและล้ำค่ายิ่งกว่า” ครู่ใหญ่ให้หลัง เฒ่าหูเหยียนก็เอ่ยถาม “เป็นศิษย์ของประมุขเมฆา ไป๋ซู่หยวน” โอวหยางขุยซานตอบ “เป็นเช่นนี้นี่เอง สตรีผู้นี้มิเพียงมีพรสวรรค์อันโดดเด่น จิตใจเช่นนี้ยิ่งนับว่าหายากยิ่งกว่า” เฒ่าหูเหยียนเหลือบมองสตรีวัยเยาว์ในชุดขาวแวบหนึ่ง แล้วก็รีบละสายตาไปในทันที “ข้าอวิ๋นหนีก็ยังพอมีสายตาในการมองคนอยู่บ้าง ศิษย์ที่ข้ารับไว้จึงย่อมมิใช่คนธรรมดา ไม่เหมือนบางคนที่มีตาแต่ไร้แวว” อวิ๋นหนีกล่าวด้วยความหมายแฝง เฒ่าหูเหยียนลูบจมูกตนเอง มิได้ตอบคำ “แค่ก! ท่านทั้งหลายได้ดูข้อมูลนี้แล้ว พอจะมีเบาะแสเกี่ยวกับผู้นี้บ้างหรือไม่?” โอวหยางขุยซานกระแอมเบาๆ ทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัด แล้วกล่าว “สิ่งของบนกายของผู้นี้ล้วนเป็นของธรรมดาทั่วไป ไม่มีสิ่งใดที่สามารถยืนยันตัวตนได้ หากดูจากเคล็ดวิชาที่เขาบำเพ็ญเพียรแล้ว คล้ายจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจากทวีปซ่างอา” สตรีในชุดกระโปรงสีดำเอ่ยขึ้น เสียงของนางแหบพร่าเล็กน้อย “หุ่นเชิดเกราะทองนั่น คล้ายจะเป็นหุ่นเชิดราชาแห่งแสงของสำนักหุ่นเชิดศักดิ์สิทธิ์จากทวีปเหมันต์ยมโลก” ชายหนุ่มผมทองกล่าวเสริม “คงมิผิด เป็นหุ่นเชิดราชาแห่งแสงจริงๆ ทว่าแม้หุ่นเชิดราชาแห่งแสงของสำนักหุ่นเชิดศักดิ์สิทธิ์จะล้ำค่า แต่หากยอมจ่ายราคา ก็ยังสามารถหามาได้ เพียงแค่สิ่งนี้มิอาจยืนยันตัวตนของผู้นี้ได้” เฒ่าหูเหยียนพยักหน้ากล่าว โอวหยางขุยซานมองสยงซาน แล้วกล่าวว่า “ไม่ทราบว่ารองประมุขสยงซานมีความเห็นประการใด?” “ข้ามิบังอาจ ประมุขทุกท่านมีความรู้ความเข้าใจเหนือกว่าข้ามากนัก เพียงแต่ข้าเห็นค่ายกลกระบี่ที่ผู้นั้นใช้ คล้ายกับค่ายกลกระบี่เจ็ดสังหารของสำนักกระบี่ไร้กำเนิดในอดีต” สยงซานกล่าวอย่างถ่อมตน “ค่ายกลกระบี่เจ็ดสังหาร! ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของค่ายกลกระบี่นี้ข้าก็เคยได้ยินมา เป็นค่ายกลกระบี่สังหารขั้นสุดยอดอันเลื่องชื่อของสำนักกระบี่ไร้กำเนิด มีพลังเพียงแค่นี้เองหรือ? มิใช่ว่าถูกเจ้าเด็กแซ่ลี่ผู้นั้นทำลายลงอย่างง่ายดาย ทั้งยังทำลายกระบี่เหาะไปถึงห้าเล่มอีกด้วย” ชายหนุ่มผมทองแค่นเสียงหัวเราะเยาะ เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำพูดของสยงซาน “ข้าพเจ้าก็มิกล้ายืนยัน เพียงแต่รู้สึกว่าคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง” สยงซานก้มหน้ากล่าว “รองประมุขสยงซานเชี่ยวชาญวิถีกระบี่ ได้ยินว่าเมื่อก่อนเคยได้รับมรดกบางส่วนจากสำนักกระบี่ไร้กำเนิดมาด้วย จึงไม่น่าจะมองผิดไป ยิ่งกว่านั้น ผู้อาวุโสลี่ผู้นั้นสามารถทำลายค่ายกลกระบี่ได้ในคราเดียว มิใช่เพราะค่ายกลกระบี่อ่อนแอเกินไป หากแต่เป็นเพราะวิชาของผู้อาวุโสลี่ผู้นี้เหนือชั้นกว่าหลายส่วน ดูท่าว่ากงล้อสัจจพจน์สมบัติที่ผู้นี้หลอมขึ้นมานั้น บรรจุวารีหนักที่แฝงด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์วารีไว้ นับเป็นการบุกเบิกเส้นทางใหม่ที่มีพลังไม่ธรรมดา หากมิใช่ผู้นี้ เกรงว่าครั้งนี้คงมิใช่แค่ศิษย์สี่คนถูกทำลายร่างเนื้อเท่านั้น สหายโอวหยาง ตามความเห็นของข้า ควรจะให้รางวัลแก่ผู้นี้อย่างงาม” เฒ่าหูเหยียนกล่าวด้วยความหมายแฝง เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ สีหน้าของคนอื่นๆ ก็พลันชะงักงันไป จากภาพบันทึกนั้นยากที่จะตัดสินสถานการณ์จริงได้อย่างแม่นยำ ทำได้เพียงคาดเดาคร่าวๆ เท่านั้น แต่เมื่อได้ยินการวิเคราะห์ของเฒ่าหูเหยียนที่แจ่มแจ้งมีเหตุผล พวกเขาย่อมมิกล้าเอ่ยสิ่งใดมากความ “คำกล่าวของสหายหูเหยียนถูกต้องยิ่งนัก เรื่องนี้ข้าจะจัดการต่อไป เพียงแต่หากเป็นเช่นนี้แล้ว การบำเพ็ญเพียรและสมบัติอาคมของผู้นี้ช่างหลากหลายปะปนกันไป จึงยากที่จะตัดสินตัวตนของเขาได้” โอวหยางขุยซานพึมพำ ชายหนุ่มผมทองเดิมทีคิดจะเอ่ยสิ่งใดอีก แต่เมื่อมองเฒ่าหูเหยียนแล้ว สุดท้ายก็มิได้เอ่ยปากอีก อวิ๋นหนีเหลือบมองคนสองสามคน ใบหน้างดงามของนางดูมืดครึ้มเล็กน้อย ผู้นี้บังอาจคิดลักพาตัวไป๋ซู่หยวน หากมิอาจสืบหาต้นตอได้ นางจะวางใจได้อย่างไร โอวหยางขุยซานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ยังมีอีกประการหนึ่ง ผู้นี้เอ่ยถึงไป๋เฟิ่งอี้ ระหว่างการสนทนาคล้ายจะมีความเกี่ยวข้องกับเขาอยู่บ้าง” เมื่อคนอื่นๆ ได้ยินคำกล่าวนี้ สีหน้าของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนไปต่างๆ นานา “กล่าวถึงผู้นี้แล้ว เมื่อครั้งกระโน้นช่างน่าเสียดายยิ่งนัก หากมิใช่เพราะเรื่องนั้น ด้วยพรสวรรค์ของเขา วิถีมังกรจู๋หลงของเราในตอนนี้อาจจะมีเซียนทองคำประมุขถึงสิบสี่คนแล้ว” เฒ่าหูเหยียนถอนหายใจ ดวงตาคู่งามของอวิ๋นหนีหม่นลง ดูราวกับมีความเศร้าสร้อยอยู่บ้าง “ประมุขโอวหยาง เรื่องตัวตนของผู้นี้ พวกเราก็มิอาจทำสิ่งใดได้แล้ว เรื่องราวหลังจากนี้ ท่านจัดการไปตามที่เห็นสมควรเถิด” เฒ่าหูเหยียนกล่าว กล่าวจบ เขาก็พลันหันกายเดินออกไปด้านนอกในทันที “ประมุขหูเหยียน เหตุใดท่านจึงรีบร้อนจากไปเช่นนี้” เงาร่างสีขาววูบไหว ร่างของอวิ๋นหนีก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเฒ่าหูเหยียน ขวางทางเอาไว้ “ปกติท่านมิใช่ผู้ที่ชื่นชอบสุราเลิศรสมากที่สุดหรอกหรือ? เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าได้สุราเซียนชั้นดีมาหลายไห ไฉนท่านไม่ไปที่เรือนข้าเพื่อลิ้มลองและประเมินรสชาติเสียหน่อยเล่า? พอดีข้าเองก็มีความสงสัยบางประการเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียร อยากให้สหายหูเหยียนช่วยชี้แนะสักเล็กน้อย” ดวงตาคู่งามของอวิ๋นหนีสะท้อนเงาร่างของเฒ่าหูเหยียน แววตาของนางอ่อนโยนราวสายน้ำ