ตอนที่ 217

บทที่สองร้อยสิบเจ็ด ชายชราซอมซ่อ

บทที่สองร้อยสิบเจ็ด ชายชราซอมซ่อ “ดูดีหรือไม่?” ขณะที่หานลี่กำลังจ้องมองจนเคลิบเคลิ้ม เสียงหนึ่งที่ฟังดูแปลกประหลาดก็ดังมาจากด้านหลังโต๊ะไม้แดง หานลี่ได้ยินดังนั้นก็รีบหันไปตามเสียง เห็นเพียงบนเก้าอี้ไท่ซือตัวใหญ่ด้านหลังโต๊ะ มีชายชราผู้หนึ่งเอนกายพิงอย่างเกียจคร้าน สวมมงกุฎบัววิเศษ สวมชุดนักพรตเก่าแก่สีเทาขาว ผมสีเทาขาว เส้นผมยุ่งเหยิง ปลายจมูกแดงเรื่อ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูซอมซ่อไม่เรียบร้อย ที่เอวทั้งสองข้างของเขา ยังแขวนน้ำเต้าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ไว้ข้างละลูก ลูกหนึ่งสีเงินขาว อีกลูกสีแดงชาด บนนั้นล้วนสลักอักขระเวทลวดลายซับซ้อน ดูแล้วไม่ธรรมดาเลย “ดูดีขอรับ” หานลี่ใจเต้นระรัว ตอบออกไปเช่นนั้น “ดูดีกว่าเซียนหญิงอกอวบสะโพกผายพวกนั้นอีกหรือ?” ชายชราฮึมฮำคราหนึ่ง ขยับตัวนั่งตรงขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ หานลี่ตะลึงเล็กน้อย ชั่วขณะหนึ่งถึงกับไม่รู้จะกล่าวอันใด ชายชราเบื้องหน้าผู้นี้ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่ภายในจรดภายนอก ล้วนเผยกลิ่นอายประหลาด ทว่าในเมื่อเขานั่งอยู่ที่นี่ ก็ควรจะเป็นอาวุโสผู้ดูแลของที่นี่ แต่บนกายเขากลับมิได้สวมอาภรณ์ของอาวุโสฝ่ายใน มองดูสมุนไพรวิญญาณกระถางนั้นบนโต๊ะและน้ำเต้าสองลูกที่เอวเขา ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมือนสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะครอบครองได้ สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสงสัยมากที่สุดคือ กลิ่นอายบนกายผู้นี้ประหลาดพิกลยิ่ง เขาลองใช้จิตสัมผัสธรรมดาตรวจสอบ กลับไม่สามารถรับรู้ระดับการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริงของผู้นี้ได้ “ท่านอาวุโสอย่าได้ล้อเล่นกับข้าพเจ้าเลยขอรับ ข้าพเจ้ามาเพื่อรับภารกิจระดับผู้ดูแลตามปกติ” หานลี่ประสานมือคารวะกล่าวออกไป ในเมื่อมองไม่เห็นความลึกตื้นของอีกฝ่าย เขาก็คิดว่าเรียกอีกฝ่ายว่าท่านอาวุโสจะปลอดภัยกว่า ชายชราผู้นั้นราวกับมิได้ยินคำพูดของหานลี่ พึมพำกับตนเองว่า “งานนี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะทำได้จริงๆ น่าเบื่อจะตายไป ปลูกดอกไม้ใบหญ้ายังน่าสนใจกว่า...” เห็นเพียงเขายื่นกายไปข้างหน้า หยิบน้ำเต้าสีเงินขาวที่เอวออกมา “ป๊อก” เสียงหนึ่งก็ดึงจุกที่ปากน้ำเต้าออก กลิ่นหอมหวานของน้ำหวานดอกไม้ก็พลันอบอวลไปทั่วห้องโถงด้านข้าง หานลี่ได้กลิ่นนี้ ดวงตาก็พลันสว่างวาบ สิ่งที่อยู่ในน้ำเต้าสีเงินขาวนั้น กลับเป็นของเหลววิญญาณที่ปรุงแต่งขึ้นภายหลัง ชายชราเหลือบมองเห็นปฏิกิริยาของหานลี่ มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ เขายกน้ำเต้าขึ้น ค่อยๆ เอียงปากน้ำเต้า รินของเหลวสีทองอ่อนออกมาหนึ่งหยดอย่างระมัดระวัง หยดลงบนรากของต้นไม้กระถางนั้น เห็นเพียงแสงสีทองบนต้นไม้กระถางพลันสว่างวาบ แสงสีทองระยิบระยับราวกับของเหลว ค่อยๆ ไหลขึ้นจากราก ไหลไปจนถึงปลายกิ่งก้านและเส้นใบรูปเข็มสน หลังจากทำเช่นนี้ซ้ำหลายครั้ง แสงสีทองเหล่านั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไป ชายชราเห็นดังนั้น พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แขวนน้ำเต้าสีเงินขาวกลับไปที่เอว แล้วหยิบน้ำเต้าสีแดงชาดอีกข้างลงมา หานลี่คิดว่าเขายังมีของเหลววิญญาณอื่นที่จะใช้ ผลปรากฏว่าชายชราเอนกายพิงไปด้านหลังอย่างเชื่องช้า ดึงจุกน้ำเต้าออก ยกขึ้นจ่อปากโดยตรงแล้วก็ดื่มอึกๆ กลิ่นที่เข้มข้นยิ่งกว่า ก็พลันอบอวลไปทั่วโถงใหญ่ ถึงกับกลบกลิ่นหอมของของเหลววิญญาณก่อนหน้านี้จนมิด เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่อยู่ในน้ำเต้าลูกนี้มิใช่ของเหลววิญญาณอันใด หากแต่เป็นสุรารสเลิศที่หอมหวานยิ่งนัก หานลี่เห็นดังนั้นก็รู้สึกพูดไม่ออก แล้วก็หันไปสำรวจสมุนไพรวิญญาณกระถางนั้นอีกครั้ง เมื่อชายชราดื่มสุราจนอิ่มหนำ ก็เช็ดปาก ปลายจมูกที่แดงเรื่ออยู่แล้วก็ยิ่งแดงก่ำขึ้นไปอีก เขากวาดตามองหานลี่แวบหนึ่ง เห็นว่าเขาสนใจสมุนไพรวิญญาณกระถางของตนมาก ราวกับมองเท่าไรก็ไม่พอ ในใจก็ยิ่งภาคภูมิใจขึ้นไปอีก เขาจะรู้ได้อย่างไรว่า หานลี่ในยามนี้กำลังคิดคำนวณอยู่แล้วว่า จะหาวิธีนำเทคนิคนี้มาครอบครองได้อย่างไร ถึงตอนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องปลูกสมุนไพรวิญญาณหายากในสวนสมุนไพร เพียงแค่นำไปปลูกในห้องลับของตนเองก็พอแล้ว “เจ้าหนู ดูจากลำดับในบัญชีคุณงามความดีแล้ว ภารกิจที่เจ้าต้องรับคือไปที่เกาะอวิ๋นหูแห่งหนึ่งทางตะวันออกของทวีปกู่อวิ๋นโพ้นทะเล ค้นหารังของอสูรเซิ่นหยวน (อสูรมายาต้นกำเนิด) และนำเปลือกวิญญาณที่มันลอกคราบกลับมา” ชายชราไม่รู้ว่าหยิบตำราสีเขียวหนาเตอะออกมาจากที่ใด พลิกไปหน้าหนึ่ง ใช้นิ้วชี้ไปที่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษ แล้วอ่านออกมาทีละคำ “เพียงแค่นำเปลือกวิญญาณกลับมาเท่านั้นหรือขอรับ?” หานลี่ได้ยินดังนั้นก็ตะลึงเล็กน้อย “ฮ่าๆ เจ้าหนู อย่าได้ดูแคลนอสูรเซิ่นหยวนตัวนี้เชียว เท่าที่ข้ารู้ พลังของมันได้บรรลุถึงขอบเขตเซียนเที่ยงแท้ขั้นกลางแล้ว การจะแอบเข้าไปในรังของมันเพื่อขโมยเปลือกวิญญาณ มิใช่เรื่องง่ายดายอันใดเลย” ชายชราจ้องหานลี่แวบหนึ่งแล้วกล่าว “ท่านอาวุโสเตือนสติได้ถูกต้องแล้ว ข้าพเจ้าหุนหันพลันแล่นไปหน่อย ไม่ทราบว่าท่านอาวุโสมีข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับอสูรตัวนี้อีกหรือไม่ขอรับ” หานลี่ใจเต้นระรัว รีบกล่าว “เห็นแก่ที่เจ้าหนูมีสายตาดี และมีมารยาทต่อเฒ่าผู้นี้พอสมควร เฒ่าผู้นี้จะเตือนเจ้าสักประโยคหนึ่ง อสูรตัวนี้เก็บตัวบำเพ็ญเพียรตลอดปีไม่เคยออกมา แต่ทุกสิบปีจะมีเจ็ดวันที่มันจะออกจากรังไปสร้างความวุ่นวายตามที่ต่างๆ ยามนั้นเจ้าก็จะมีโอกาสนำเปลือกวิญญาณของมันออกมาได้แล้ว... หากโชคร้าย เจ้าก็ต้องรออีกหลายปีเท่านั้นเอง อย่าได้บุ่มบ่ามบุกเข้าไปโดยไม่จำเป็น มิเช่นนั้นจะเสียชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์” ชายชรามองหานลี่แวบหนึ่ง ส่ายหัวไปมาแล้วกล่าว “ขอบคุณท่านอาวุโสที่แจ้งให้ทราบขอรับ” หานลี่กล่าว “ภารกิจนี้จะว่ายากก็ไม่ยาก จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย เพียงแค่มีความอดทน ก็ย่อมไม่มีความเสี่ยงอันใด สำนักให้รางวัลสองร้อยแต้มคุณงามความดี เมื่อทำสำเร็จแล้ว ก็กลับมารับที่นี่” ชายชราเหลือบมองบัญชีคุณงามความดีอีกครั้ง แล้วกล่าวต่อ หานลี่รับคำแล้ว ก็ยื่นป้ายคำสั่งอาวุโสของตนเองออกไป เมื่อรับภารกิจแล้ว ได้รับแผนที่และข้อมูลที่เกี่ยวข้องแล้ว เขาก็กล่าวลาแล้วออกจากห้องโถงด้านข้างไป เหนือท้องฟ้าตำหนักไท่เสวียน หานลี่ครุ่นคิดเล็กน้อยแล้ว ก็ตัดสินใจออกเดินทางไปยังเกาะอวิ๋นหูทันที นี่มิใช่เพราะเขาถือดีในระดับการบำเพ็ญเพียรของตนจนประมาท หรือรีบร้อนที่จะทำภารกิจให้สำเร็จ หากแต่เป็นเพราะเขาไม่รู้เลยว่าอสูรเซิ่นหยวนตัวนี้จะออกจากรังเมื่อใด หากเขาเสียเวลาไปหลายวันจนไปถึงช้า บังเอิญว่าอสูรตัวนั้นเพิ่งกลับมาจากการสร้างความวุ่นวาย เช่นนั้นเขาก็มิต้องรออีกสิบปีจึงจะทำภารกิจนี้สำเร็จหรอกหรือ? ดังนั้นจึงควรไปถึงที่นั่นแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันการพลาดโอกาสจะปลอดภัยที่สุด เมื่อคิดได้ดังนั้น หานลี่ก็มาถึงตำหนักส่งตัวที่จัตุรัสทันที โดยการใช้เขตอาคมส่งตัว มาถึงยอดเขาวังไห่ทางตะวันออกของเทือกเขาจงหมิง ยอดเขาแห่งนี้อยู่ใกล้กับขอบตะวันออกของเทือกเขาจงหมิงแล้ว เป็นพื้นที่ที่หานลี่สามารถเดินทางไปถึงได้ไกลที่สุดด้วยเขตอาคมส่งตัวจนถึงปัจจุบัน ยืนอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ มองไปทางตะวันออกไกลๆ ด้วยสายตาของเขาก็ยังเห็นเพียง ที่สุดสายตามีเส้นสีดำบางราวเส้นผม นั่นคือเขตทะเลตงหลิวที่อยู่ใกล้กับเทือกเขาจงหมิง เกาะอวิ๋นหูซึ่งเป็นเป้าหมายของหานลี่ในครั้งนี้ ก็คือหนึ่งในหมื่นเกาะทะเลของเขตทะเลตงหลิวแห่งนี้ เขาหยิบแผนที่เส้นทางทะเลที่ได้มาจากชายชราซอมซ่อผู้นั้นออกมา ตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นก็หาทิศทางหนึ่ง ร่างกายพลันพุ่งทะยาน กลายเป็นสายรุ้งยาวบินร่อนไป ... หลายเดือนต่อมา ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเขตทะเลตงหลิว มีเกาะขนาดใหญ่แห่งหนึ่งรูปร่างคล้ายใบบัว มีพื้นที่กว้างขวางยิ่ง ลอยอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนผืนน้ำทะเลสีคราม ทะเลสาบขนาดใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งกินพื้นที่หนึ่งในสิบของเกาะทั้งหมด ราวกับไข่มุกสีเขียวมรกตที่ฝังอยู่กลางเกาะ ระบบน้ำที่แยกออกมาจากภายใน ก็ราวกับเส้นใบบัวที่คดเคี้ยวไปทั่วเกาะ ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า “ทะเลสาบเมฆาบดบัง” เป็นแหล่งกำเนิดน้ำจืดของเกาะอวิ๋นหูแห่งนี้ และเป็นที่มาของชื่อเกาะทั้งหมด ระบบน้ำจืดที่แยกออกมา หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตนับสิบล้านบนเกาะ เมืองและหมู่บ้านทั้งเล็กใหญ่ ก็ตั้งเรียงรายอยู่ตามสองฝั่งของระบบน้ำเหล่านี้ ทางตะวันตกของทะเลสาบเมฆาบดบัง มีลำน้ำสาขาหลักสายหนึ่งชื่อว่า “แม่น้ำทรายจม” ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำช่วงกลางที่ห่างจากทะเลสาบเมฆาบดบังหลายแสนลี้ มีเมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตั้งตระหง่าน กำแพงเมืองสูงร้อยจ้าง ได้ชื่อว่า “เมืองทรายจม” ชื่อนี้บ่งบอกความหมาย เมืองแห่งนี้สร้างขึ้นจากการรวบรวมทรายดำจมอันเป็นเอกลักษณ์ของแม่น้ำทรายจม สร้างเมืองมาจนถึงปัจจุบันเกือบหนึ่งแสนปีแล้ว ภายในไม่เพียงมีมนุษย์ธรรมดานับล้านอาศัยอยู่ แต่ยังมีสำนักบำเพ็ญเซียนแห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านมาตั้งแต่สร้างเมืองจนถึงปัจจุบัน ยามนี้เป็นช่วงเย็น ท้องฟ้าเริ่มมืดลง แต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์อัสดงสีแดงฉาน เกือบจะแตะผืนน้ำทะเลแล้ว แสงที่เหลืออยู่ สาดส่องผืนน้ำทะเลส่วนใหญ่ให้กลายเป็นสีแดงฉาน และยังสาดส่องกำแพงเมืองสูงใหญ่ของเมืองทรายจมให้กลายเป็นสีแดงฉานเช่นกัน เห็นเพียงบนท้องฟ้าสูง แสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งมาจากขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว ตกลงบนกำแพงเมือง เผยให้เห็นร่างเงาของคนผู้หนึ่ง ผู้นี้สวมชุดคลุมยาวสีเขียว รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้ามิได้โดดเด่น แต่ดวงตากลับลึกซึ้งและสว่างไสวอย่างยิ่ง เปล่งประกายที่สะกดสายตาผู้คน ผู้นั้นคือหานลี่ที่เดินทางมาไกลนับหมื่นลี้ สายตาเขากวาดมองกำแพงเมืองและเรือนบ้านเบื้องล่าง สีหน้าก็ค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้น เห็นเพียงกำแพงเมืองที่ควรจะแข็งแกร่งดุจทองคำเบื้องล่างเท้าเขา ได้พังทลายลงไปกว่าครึ่งแล้ว เกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ยิ่ง แม้แต่หอธนูบนกำแพงเมืองก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว ไม่เหลือเค้าโครงเดิมแม้แต่น้อย กำแพงเมืองที่เหลืออยู่ บนกำแพงทั้งสองด้านทั้งภายในและภายนอก ล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตสด บางส่วนแข็งตัวจนดำคล้ำ ส่งกลิ่นคาวที่ทำให้ผู้คนอยากอาเจียนออกมาเป็นระลอก ภายในเมืองเต็มไปด้วยเรือนบ้านที่พังทลายเสียหาย ระหว่างซากกำแพงที่พังทลายแต่ละแห่ง ยังคงเห็นซากแขนขาและโครงกระดูกของมนุษย์จำนวนมากอย่างเลือนราง รวมถึงซากสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์จำนวนมาก ล้วนแล้วแต่เป็นกองเลือดเนื้อที่เละเทะ น่าอนาถยิ่งนัก เมืองทั้งเมืองหลังจากแสงอาทิตย์อัสดงค่อยๆ จมลงสู่ผืนน้ำทะเล ก็ถูกเงาขนาดใหญ่กลืนกิน ตกอยู่ในความมืดมิดโดยสิ้นเชิง ภายในเมืองนอกจากเสียงลมหวีดหวิว ก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีกแม้แต่น้อย ราวกับเป็นเมืองแห่งความตายไปแล้ว ในขณะนั้นเอง หานลี่ก็เลิกคิ้วขึ้นกะทันหัน เห็นเพียงบริเวณใจกลางเมือง มีแสงสีเหลืองจุดหนึ่งสว่างขึ้น ดูเหมือนจะมีคนจุดกองไฟขึ้น จิตใจเขาสั่นไหว จิตสัมผัสก็พลันแผ่ออกไป ปกคลุมไปทางนั้น ชั่วครู่ต่อมา ปลายเท้าเขาก็แตะลงบนกำแพงเมืองอย่างแรง ร่างทั้งร่างก็ราวกับลูกศร พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ร่อนลงไปยังที่ที่กองไฟอยู่ ได้ยินเพียงเสียง “โครม” ดังสนั่น! ร่างของหานลี่พุ่งกระแทกลงกลางลานบ้านที่ค่อนข้างกว้างแห่งหนึ่งอย่างแรง จนลานบ้านทั้งลานสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เรือนบ้านที่สั่นคลอนอยู่แล้วโดยรอบ ก็พลันพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ส่งเสียงกัมปนาทต่อเนื่องกัน กองไฟที่จุดอยู่กลางลานบ้าน ก็ถูกแรงกระแทกนี้ทำให้กระจัดกระจายออกไป เปล่งประกายไฟสีแดงฉานจำนวนมาก คนสามคนที่เดิมทีรวมตัวกันอยู่ข้างกองไฟเห็นดังนั้น ก็พลันตกใจจนคุกเข่าลงกับพื้น ในจำนวนนั้น เด็กหนุ่มชุดน้ำตาลคนหนึ่งและสตรีวัยกลางคนรูปงามคนหนึ่ง ตกใจจนตัวสั่นเทิ้ม เหงื่อเย็นไหลท่วมกาย ส่วนชายฉกรรจ์ผิวคล้ำคนหนึ่ง ถึงกับตกใจจนโขกศีรษะราวกับตำกระเทียม ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นเลย ปากก็ร้องเรียกไม่หยุดว่า “ท่านอาวุโสโปรดไว้ชีวิต ท่านอาวุโสโปรดไว้ชีวิต พวกข้าพเจ้าจะจากไปเดี๋ยวนี้... จะจากไปเดี๋ยวนี้...”