ตอนที่ 243
บทที่สองร้อยสี่สิบสาม เหมันต์อันเยือกเย็น
บทที่สองร้อยสี่สิบสาม เหมันต์อันเยือกเย็น
ไม่นานนัก พร้อมด้วยการสั่นสะเทือน เรือเหาะวิญญาณลายทองก็เรืองรองด้วยอักขระทั่วลำ ภายใต้การประคองของลำแสงสีทอง มันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องสูง มุ่งหน้าสู่ห้วงลึกของทะเลเยือกแข็ง
หานลี่มิได้เข้าไปในห้องโดยสาร หากแต่มายังหัวเรือเหาะวิญญาณ ยืนโดดเดี่ยวลำพังโดยไขว้มือไว้ด้านหลัง แหงนหน้ามองออกไป เสื้อผ้าบนกายสะบัดไหวตามแรงลม เกิดเสียงพึ่บพั่บ
เห็นเพียงเหนือผืนทะเลขาวโพลนไปทั่ว ทุกหนแห่งล้วนจับตัวเป็นน้ำแข็งหนาทึบ บางคราก็เห็นแนวปะการังสีดำที่ปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง หรือภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาโผล่พ้นผิวน้ำทะเลประปราย
ในห้วงทะเลอันไกลโพ้น คลื่นหมอกปกคลุมกว้างไกล ไอหมอกฟุ้งกระจาย ทัศนวิสัยจึงพร่าเลือนยิ่งนัก
เหนือผืนทะเลทั้งหมด แทบจะมิได้เห็นวิหคโบยบิน ไม่ว่าจะเป็นผิวน้ำทะเลหรือท้องฟ้า ล้วนดูเงียบสงบยิ่งนัก ให้ความรู้สึกว่างเปล่าและอ้างว้าง ราวกับว่าในดินแดนที่ถูกแช่แข็งแห่งนี้ ชีวิตทั้งมวลถูกตรึงไว้ มิได้มีสิ่งมีชีวิตมากมายนัก
อันที่จริง หานลี่สามารถรับรู้ได้ด้วยจิตสัมผัส ว่าในหมู่เมฆบนท้องฟ้าที่สูงขึ้นไป และในห้วงลึกใต้ทะเลอันไกลโพ้น กระทั่งในภูเขาน้ำแข็งบางลูก ล้วนซ่อนเร้นอสูรที่มีกลิ่นอายทรงพลังอยู่ไม่น้อย เพียงแต่พวกมันเกรงกลัวกลิ่นอายอันทรงพลังของทั้งสาม จึงมิได้กระทำการใดอันอาจก่อความวุ่นวาย
เมื่อนึกถึงมหาสมุทรอัสนีคลั่งก่อนหน้านี้ หานลี่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความรู้สึก ถึงสภาพภูมิประเทศอันหลากหลายและแปลกตาของเขตแดนเซียนเป่ยหาน
ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแดนมนุษย์ในอดีต หรือแดนวิญญาณ ล้วนมิได้มีทิวทัศน์เช่นนี้ เชื่อว่าในสถานที่ที่ตนมิเคยไปเยือน ยังคงมีทิวทัศน์อีกมากมายที่ตนมิเคยเห็น หรือกระทั่งมิอาจจินตนาการได้
เมื่อคิดถึงจุดนี้ เขาไม่รู้ด้วยเหตุใด ในใจพลันปรากฏภาพช่วงเวลาก่อนที่ตนจะแอบทะยานสู่แดนวิญญาณในครานั้น ช่วงเวลาสั้นๆ แต่เปี่ยมด้วยความอบอุ่นที่ตนกับหนานกงหวั่นได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างอิสระ
ความทรงจำช่วงนี้ ถูกผนึกไว้ในส่วนลึกของจิตใจมาโดยตลอด เป็นสถานที่ที่มิปรารถนาจะแตะต้อง
นี่ก็เป็นเหตุผลที่นับตั้งแต่เขาเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเซียน ส่วนใหญ่แล้วมักจะไปมาเพียงลำพัง มิปรารถนาจะข้องเกี่ยวกับเรื่องความรักโดยง่าย
ท้ายที่สุด การพลัดพรากจากคนรัก แม้แต่สำหรับเขาในยามนี้ ก็ยังเป็นเรื่องที่มิปรารถนาจะเผชิญหน้า
“หากหวั่นเอ๋อร์อยู่เคียงข้างกาย นับแต่นี้ไปก็โบยบินเคียงคู่ใต้ฟ้ากว้าง ท่องไปทั่วแปดทิศสี่สมุทร ชื่นชมทิวทัศน์อันแปลกตาของเป่ยหานแห่งนี้ ก็นับว่าสุขสบายไร้พันธะ”
“บัดนี้ก็มิรู้ว่าหวั่นเอ๋อร์เป็นเช่นไรแล้ว ทรัพยากรที่มอบให้นางในครานั้น น่าจะเพียงพอให้นางบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับมหายานแล้วกระมัง”
“ก็มิรู้ว่า ในชาตินี้จะยังมีวันได้พบกันอีกหรือไม่...”
หานลี่พึมพำกับตนเองสองสามคำด้วยท่าทีเหม่อลอย จากนั้นก็หันกายอย่างเงียบงัน เดินเข้าไปในห้องโดยสารชั้นหนึ่ง แล้วปิดประตูลง
...
ประมาณครึ่งปีให้หลัง
ทางใต้ของทะเลเยือกแข็ง เหนือผืนทะเลกว้างใหญ่ที่ปกคลุมด้วยไอหมอก มีเกาะสีขาวแห่งหนึ่งลอยอยู่ มีขนาดไม่ถึงพันจ้าง
ตัวเกาะกลมมน มีโครงร่างชัดเจน ดูราวกับจานกระเบื้องสีขาวขนาดมหึมา เห็นได้ชัดว่ามิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์
บนเกาะแห่งนั้น ยังมีเสาหินสีขาวสูงต่ำปะปนกันตั้งตระหง่านอยู่ทั่ว บางต้นสลักเสลาด้วยอักขระ บางต้นก็ประดับด้วยศิลาวิญญาณที่เปี่ยมด้วยพลังวิญญาณ
เกาะทั้งเกาะดูราวกับค่ายกลสีขาวขนาดมหึมา
ในขณะนั้นเอง เหนือผืนทะเลใกล้เกาะ เรือเหาะวิญญาณลายทองลำหนึ่งก็เหินมาจากที่ไกล หลังจากลอยนิ่งอยู่กลางอากาศชั่วครู่ พลันเกิดแสงสีทองวาบขึ้นแล้วหายลับไป
กลางท้องฟ้าเบื้องสูง ร่างเงาสามสายก็เหินลงมา ร่อนลงสู่เกาะ
ทั้งสามคนนี้ก็คือหานลี่และพวกที่เดินทางมายังเกาะเยียนหลิง เพียงแต่ในยามนี้ กลิ่นอายพลังบำเพ็ญเพียรของพวกเขามิได้ปกปิดมากนัก แต่รูปลักษณ์และสรีระกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
หลินจิ่วแปลงกายเป็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่มีเคราดกเต็มหน้า หลินสิบเจ็ดแปลงกายเป็นบัณฑิตผู้สง่างามในชุดเสื้อคลุมสีเขียวและหมวกสูง ส่วนหานลี่ก็แปลงกายเป็นเด็กหนุ่มวัยอ่อนที่ผิวพรรณขาวผ่อง
ทั้งสามร่อนลงบนลานกว้างเล็กๆ ริมเกาะ เห็นว่าเบื้องหน้ามีวิหารใหญ่ที่สร้างด้วยศิลาขาว จึงพากันเดินตรงไปยังวิหารนั้น
ภายในวิหารจัดวางสิ่งของอย่างเรียบง่ายยิ่งนัก มีเพียงแท่นศิลาทรงกลมตั้งอยู่กลางวิหาร บนนั้นมีชายชราเคราขาวผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่
หานลี่กวาดสายตามอง ก็พบว่าน่าประหลาดใจยิ่งนัก บุรุษผู้นี้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับเซียนเที่ยงแท้ขั้นต้น เครื่องแต่งกายที่สวมใส่ กลับเป็นแบบของอาวุโสภายในวิถีมังกรจู๋หลง
“พวกท่านมาที่นี่ เพื่อจะไปยังแดนหมิงหานกระนั้นหรือ” ชายชราเคราขาวมองทั้งสามคนแวบหนึ่ง มิได้ลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ยถาม
“ถูกต้อง” หลินจิ่วที่แปลงกายเป็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำ กล่าวอย่างไม่เร่งรีบ
“คนละเจ็ดศิลาเซียนหยวน” ชายชรากล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
หลังจากทั้งสามจ่ายค่าธรรมเนียมแล้ว ชายชราเคราขาวจึงยืดกายขึ้น เดินลงมาจากแท่นศิลาทรงกลม พาคนทั้งสามเดินออกจากประตูศิลาบานหนึ่งที่อยู่ด้านหลังวิหาร เดินออกไป
หลังจากออกจากวิหาร ทั้งสามก็ติดตามชายชราเคราขาว ไปตามถนนกว้างหนึ่งจ้าง มุ่งหน้าสู่ใจกลางเกาะ
หานลี่ก้มหน้ามองพื้นถนนใต้เท้า พบว่าถนนต่ำกว่าพื้นดินสองข้างทางเล็กน้อยหลายนิ้ว ดูราวกับร่องที่ฝังอยู่ในพื้นดิน ภายในนั้นทุกๆ สองสามจ้างก็สลักอักขระกลุ่มหนึ่งไว้
ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางเกาะ ถนนเช่นนี้ก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น ตัดกันไปมา ซับซ้อนเป็นพิเศษ ดูลึกลับและแปลกประหลาดอยู่บ้าง
“สหายหลินจิ่ว หากข้ามิได้มองผิดไป เครื่องแต่งกายที่ชายชราผู้นี้สวมใส่ เป็นของนักบำเพ็ญเพียรวิถีมังกรจู๋หลงกระนั้นหรือ” หานลี่มองแผ่นหลังของชายชราเบื้องหน้า แล้วส่งกระแสเสียงถาม
“ถูกต้อง บุรุษผู้นี้ควรเป็นอาวุโสภายในของวิถีมังกรจู๋หลง” หลินจิ่วตอบ
“หรือว่าค่ายกลส่งตัวขนาดใหญ่ระหว่างทวีปกู่อวิ๋นกับแดนหมิงหาน ล้วนสร้างโดยวิถีมังกรจู๋หลงกระนั้นหรือ” หานลี่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“มิใช่เช่นนั้น ค่ายกลส่งตัวขนาดใหญ่ที่วิถีมังกรจู๋หลงสร้างและควบคุม มีเพียงแห่งเดียวคือที่เกาะเยียนหลิง ส่วนค่ายกลส่งตัวที่เกาะปิงจี๋ซึ่งอยู่ใกล้แดนหมิงหาน กลับอยู่ในความครอบครองของวังเซียนเป่ยหาน” หลินจิ่วตอบ
“เป็นเช่นนี้นี่เอง ขอบคุณที่ชี้แนะ” หานลี่ส่งกระแสเสียงกล่าว
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน ก็ติดตามชายชราเคราขาวมาถึงลานกว้างแห่งหนึ่งใกล้ใจกลางเกาะแล้ว
หานลี่กวาดสายตาไป ก็เห็นแต่ไกล ว่าบนลานกว้างเบื้องหน้ามีค่ายกลทรงกลมที่รายล้อมด้วยเสาหินหลายสิบต้น เสาแต่ละต้นต้องใช้คนเจ็ดแปดคนโอบล้อมเป็นอย่างน้อย ดูแล้วก็โอ่อ่าตระการตาไม่น้อย
บนลานกว้างด้านนอกค่ายกลยังมีคนอีกเจ็ดแปดคน บางคนยืนไขว้มือ บางคนนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น รอคอยอยู่ที่นั่น
“อาวุโสฟู่ คนทั้งสามนี้ก็จะไปยังเกาะปิงจี๋เช่นกัน จำนวนคนเพียงพอแล้ว สามารถเปิดค่ายกลได้แล้ว” ชายชราเคราขาวพาคนทั้งสามเดินมายังลานกว้าง แล้วกล่าวกับชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งที่สวมใส่เครื่องแต่งกายอาวุโสของวิถีมังกรจู๋หลงเช่นกัน
“พวกท่านสามารถเข้าไปในค่ายกลได้แล้ว” ชายวัยกลางคนผู้นั้นพยักหน้า แล้วหันไปกล่าวกับคนเหล่านั้น
คนเหล่านั้นรอคอยมานานแล้ว เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ก็พลันเผยสีหน้ายินดี แล้วพากันเดินเข้าไปในค่ายกลส่งตัว
หานลี่และพวกทั้งสามเห็นดังนั้น ก็รีบเดินตามเข้าไปทันที
หลังจากคนทั้งสิบยืนประจำที่แล้ว ชายชราเคราขาวพยักหน้าให้ชายวัยกลางคนผู้นั้น ทั้งสองก็แยกย้ายกันไปยังแท่นศิลาทรงกลมที่อยู่สองข้างค่ายกล แล้วนั่งขัดสมาธิลง
พร้อมด้วยเสียงร่ายมนตร์ที่ดังออกมาจากปากของคนทั้งสอง เสาหินสีขาวรอบค่ายกลใหญ่ก็สว่างขึ้นทีละต้น ศิลาวิญญาณที่ประดับอยู่และลวดลายที่สลักไว้ ล้วนเปล่งแสงเจิดจ้าบาดตา
ไม่นานนัก แสงนั้นก็แผ่ขยายออกไป ถนนบนพื้นดินก็สว่างขึ้นตามไปด้วย เสาหินอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ทั่วเกาะก็เปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นมา ค่ายกลใหญ่ของเกาะทั้งเกาะก็เริ่มทำงาน
“อื้ออึง อื้ออึง อื้ออึง”
เสียงหึ่งๆ ประหลาดดังขึ้น เกาะสีขาวทั้งเกาะก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงตามไปด้วย
หานลี่อยู่ในค่ายกล แหงนหน้ามองฟ้า ก็เห็นว่าไอเมฆบนท้องฟ้าเบื้องสูงกำลังปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่ง ค่อยๆ ก่อตัวเป็นโพรงขนาดมหึมาที่หยั่งไม่ถึง และมีคลื่นมิติที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาเป็นระลอก
รอบนอกของเกาะ ไอหมอกที่ปกคลุมอยู่ก็ได้รับผลกระทบจากพลังนี้ ถอยร่นออกไปรอบเกาะ ก่อตัวเป็นกำแพงหมอกสูงรูปวงแหวน
ในขณะนั้นเอง “ตูม” เสียงดังสนั่น
เกาะทั้งเกาะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงเจิดจ้าหลากสีสันแผ่ออกมาจากค่ายกลกลางเกาะ กลายเป็นลำแสงสีรุ้งขนาดมหึมา พุ่งตรงขึ้นสู่ท้องนภา
ร่างของหานลี่และพวก ถูกลำแสงสีรุ้งกลืนกินเข้าไป หายลับไปในพริบตา
ครู่หนึ่งให้หลัง ค่ายกลใหญ่ก็ค่อยๆ หยุดทำงาน ไอเมฆบนท้องฟ้าเบื้องสูงที่ถูกค่ายกลใหญ่ปั่นป่วน และกำแพงหมอกรอบๆ กลับยังคงอยู่มิได้สลายไป
...
ทางเหนือของทะเลเยือกแข็ง บนท้องฟ้ามีเมฆตะกั่วลอยต่ำ ลมบ้าคลั่งพัดกระโชก
หิมะโปรยปรายทั่วฟ้า ปกคลุมผืนทะเลทั้งหมดไว้
เหนือผืนทะเลที่มืดสลัว น้ำทะเลที่จับตัวเป็นน้ำแข็งและพายุหิมะ ภายใต้การพัดกระหน่ำของลมบ้าคลั่ง ก่อตัวเป็นแท่งน้ำแข็งขนาดมหึมาสูงกว่าร้อยจ้าง ชี้เฉียงขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องสูง หนาแน่นราวป่า
ในป่าแท่งน้ำแข็งแห่งนี้ มีเกาะรูปวงรีแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ถูกปกคลุมด้วยม่านแสงสีเขียว
ในขณะนั้นเอง กลางท้องฟ้าเบื้องสูงพลันมีเสียงฟ้าร้องอู้อี้ดังขึ้น เกาะรูปวงรีทั้งเกาะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เปล่งแสงเจิดจ้าหลากสีสันออกมา บนค่ายกลที่อยู่ใจกลางเกาะ ก็ปรากฏร่างเงามากกว่าสิบสายขึ้นมาอย่างชัดเจน
พวกเขาคือหานลี่และพวกที่ถูกส่งตัวมาจากเกาะเยียนหลิง
ในยามนี้คนทั้งหลาย เพราะได้รับผลกระทบจากการส่งตัวระยะไกลเป็นพิเศษ สีหน้าจึงดูซีดเซียวอยู่บ้าง ในหมู่พวกเขามีบางคนที่พลังบำเพ็ญเพียรค่อนข้างอ่อนแอ กระทั่งรู้สึกว่าจิตวิญญาณสั่นคลอนไม่มั่นคง
ส่วนหานลี่เพียงรู้สึกอึดอัดที่หน้าอกเล็กน้อย ก็มิได้มีความรู้สึกอื่นใดอีก
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เห็นว่าสภาพแวดล้อมโดยรอบมิได้แตกต่างจากเกาะเยียนหลิงมากนัก ล้วนเป็นการจัดวางค่ายกลแบบเดียวกัน เพียงแต่เสาหินสีขาวเดิม ถูกแทนที่ด้วยแท่งน้ำแข็งใสบริสุทธิ์ทั้งหมด
“เมื่อการส่งตัวสำเร็จสิ้นแล้ว พวกเจ้ายังมิรีบจากไปอีกหรือ จะรอช้าอยู่ไย”
ในขณะนั้นเอง พลันมีเสียงเย็นชาสายหนึ่งดังมาจากนอกค่ายกล
หานลี่ย้ายสายตามองไป ก็เห็นว่ามีหญิงชราผอมแห้งผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น สวมเสื้อคลุมสีขาว ผมขาวสยาย มือถือไม้เท้าไม้ฉิวหลงสีขาว จ้องมองคนทั้งหลายด้วยสีหน้าเย็นชา
คนทั้งหลายรีบเดินลงมาจากกลางค่ายกล ภายใต้การชี้ทางของหญิงชราผู้นั้น มุ่งหน้าไปยังขอบเกาะทางเหนือ
ณ ที่แห่งนั้น มีวิหารน้ำแข็งสีขาวขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ภายในมีโต๊ะกว้างใหญ่ตั้งอยู่ตัวหนึ่ง ด้านหลังมีชายชราหน้ากลมผู้หนึ่งนั่งอยู่ มีใบหน้าใจดี
เมื่อเทียบกับสีหน้าเย็นชาของหญิงชรา ใบหน้าของชายชราผู้นี้กลับเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
“ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่แดนหมิงหาน แต่ก่อนที่จะออกจากเกาะปิงจี๋ โปรดชำระค่าส่งตัวอีกคนละสามศิลาเซียนหยวน” ชายชราแบมือออก แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หานลี่ได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง หันหน้าไปมองหลินจิ่วด้วยสายตาตั้งคำถาม
หลินจิ่วเห็นดังนั้น ก็พยักหน้า แล้วอธิบายว่า
“นี่เป็นธรรมเนียมของวิถีมังกรจู๋หลงและวังเซียนเป่ยหาน หลังจากนี้เมื่อกลับไปยังเกาะเยียนหลิงก็เช่นกัน”
หานลี่พยักหน้าอย่างเงียบงัน แต่ในใจก็อดรู้สึกพูดไม่ออกไม่ได้
เพียงเที่ยวเดียวก็ต้องใช้ศิลาเซียนหยวนสิบเม็ด กล่าวคือไปกลับต้องยี่สิบเม็ด ตนเองเดินทางไกลเพื่อทำภารกิจระดับไม่ต่ำในพันธมิตรอนิจจังครั้งหนึ่ง เกรงว่ายังมิอาจเทียบเท่าค่าเดินทางไปกลับครั้งนี้ได้
หากมิใช่เพราะเมื่อเทียบกับค่าตอบแทนอันสูงลิ่วของภารกิจนี้แล้ว ค่าใช้จ่ายนี้ก็มิได้มากมายอะไร มิเช่นนั้น ด้วยวิธีการของตน ย่อมมิมีทางจ่ายค่าเดินทางออกไปง่ายดายเช่นนี้เป็นแน่
หลังจากคนทั้งหลายจ่ายศิลาเซียนหยวนแล้ว ก็มายังหน้าประตูวิหารอีกด้านหนึ่ง
ชายชราหน้ากลมผู้นั้นมิได้ลุกขึ้นยืน เพียงแต่ยกฝ่ามือขึ้นไปยังบริเวณประตูวิหาร แล้วปาดไปในอากาศ
ที่ประตูวิหารเกิดแสงสีเขียววาบขึ้น บนม่านแสงที่ปกคลุมอยู่ด้านนอก ก็พลันเปิดช่องทางทรงกลมสูงเท่าคนหนึ่งคนขึ้นมา
“ขอให้สหายทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ” ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลินจิ่วได้ยินดังนั้น ก็ก้าวเท้าออกจากประตูวิหารเป็นคนแรก มายังลานกว้างนอกวิหาร หานลี่และอีกสองคนก็ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด ก้าวเท้าออกไป
หลังจากทั้งสาม คนอีกเจ็ดคนที่มาที่นี่ด้วยกัน ก็พากันเดินออกมา
ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากวิหาร หิมะที่โปรยปรายทั่วฟ้าก็ร่วงหล่นลงมาตรงหน้าทันที พร้อมด้วยพลังความหนาวเหน็บสุดขั้วที่น่าสะพรึงกลัว แม้หานลี่จะเตรียมพร้อมรับมือเรื่องนี้ไว้แล้ว ก็ยังอดมิได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย
มองโลกที่ขาวโพลนเบื้องหน้า ความคิดของเขาก็อดไม่ได้ที่จะลอยย้อนกลับไปยังฉากเมื่อครั้งที่เพิ่งทะยานสู่เขตแดนเซียนเป่ยหาน ในครานั้นก็ก้าวเข้าสู่พายุหิมะเช่นนี้ เพียงแต่พลังความหนาวเหน็บสุดขั้วในความทรงจำ ดูเหมือนจะเหนือกว่านี้อีกขั้นหนึ่ง
ในครานั้นตนเองเปี่ยมด้วยความใฝ่ฝัน ความรู้สึกเมื่อแรกเหยียบย่างสู่เส้นทางเซียน บัดนี้ยังคงจดจำได้ไม่ลืมเลือน เพียงแต่เรื่องราวและโอกาสต่างๆ หลังจากนั้น จนถึงบัดนี้ก็ยังมิอาจนึกออก
เส้นทางเซียนนี้ช่างยาวไกล เต็มไปด้วยภยันตราย ก็มิรู้ว่าตนเองจะสามารถใช้ชื่อจริงเปิดเผยตัวต่อผู้คนได้อย่างเปิดเผยเมื่อใด
เมื่อคิดถึงจุดนี้ เขาก็กำหมัดที่ห้อยอยู่ข้างกายแน่นขึ้น